อั่งเปา ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้ อั่งเปาตั่วตั่วไก้

อั่งเปา คืออะไรใครรู้บ้าง แล้วอั่งเปากับ แต๊ะเอีย ต่างกันอย่างไร ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า สิ่งที่จะกล่าวถึงนี้เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ เทศกาลของจีน หรือบ้านเราก็คนไทยเชื้อสายจีน นิยมทำกันต่อกันมาเป็นประเพณีที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งก็คือวันตรุษจีน นั่นเอง ที่ปีนี้ตรงกับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564 และนั่นเป็นสิ่งที่น้อง ๆ เพื่อน ๆ ที่มีเชื้อสายจีนคงแฮปปี้สุด ๆ

อั่งเปา

เพราะนอกจากบรรดาญาติพี่น้องจะมารวมตัวกันอวยพรปีใหม่แล้ว ยังมีธรรมเนียมปฏิบัติที่เด็ก ๆ จะได้รับซองสีแดง ๆ จากญาติผู้ใหญ่ที่หลายบ้านเรียกว่าอั่งเปา กันด้วย แล้วที่จริง ๆ ต้องเรียก “อั่งเปา” หรือ “แต๊ะเอีย” กันล่ะ แล้วเขามอบให้กันเพื่ออะไร รู้กันไหมคะ

ซึ่งสิ่งนี้ล้วนแล้วเป็นสิ่งมงคล หากเราได้รับจากญาติ ๆ จะเรียกว่าอั่งเปาหรือแต๊ะเอียก็ได้ทั้งนั้นค่ะ แต่ก็มีความแตกต่างกันนิดหน่อย

โดยคำว่า “อั่งเปา” ในภาษาจีนแต้จิ๋ว หมายถึง ซองสีแดง คำว่า อั่ง แปลว่า แดง ส่วนเปา แปลว่า ซอง หรือกระเป๋า (ภาษาจีนกลางจะเรียกซองแดงว่า “หงเปา”) ซึ่งสีแดงถือเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความเป็นมงคล ความมีชีวิตชีวา และความโชคดีของชาวจีนอยู่แล้ว ดังนั้น ชาวจีนมักจะใส่เงิน หรือธนบัตรลงในซองแดง เพื่อนำมามอบให้คนรู้จัก หรืออาจจะแลกเปลี่ยนกันเองในหมู่ญาติพี่น้องก็ได้ โดยปกติแล้ว ชาวจีนจะนิยมมอบ “อั่งเปา” ให้ในวันตรุษจีน วันแต่งงาน หรือในโอกาสเปิดกิจการใหม่ เพื่อเป็นการอวยพร

มาดู “แต๊ะเอีย” กันบ้าง เป็นภาษาจีนแต้จิ๋วเช่นกัน โดย “แต๊ะ” แปลว่า ทับ หรือกด ส่วน “เอีย” แปลว่า เอว เมื่อรวมกัน “แต๊ะเอีย” ก็หมายถึง “ของที่มากดหรือทับเอวหรือ ผูกไว้ที่เอว

คำนี้มีที่มาจากคนจีนสมัยก่อนจะใช้เงินเหรียญที่มีรูอยู่ตรงกลาง หากจะพกไปไหนก็ต้องร้อยเหรียญเป็นพวงมาผูกไว้ที่เอว และในเทศกาลตรุษจีน ผู้ให้ก็จะนำเชือกสีแดงมาร้อยเหรียญไว้ แล้วมอบให้ผู้รับ ทีนี้ผู้รับก็จะนำพวงเหรียญนี้มาผูกไว้ที่เอว เรียกว่า “แต๊ะเอีย” นั่นเอง ส่วนในปัจจุบันไม่มีการใช้เงินเหรียญที่มีรูตรงกลางแล้ว “แต๊ะเอีย” จึงมีความหมายถึง “สิ่งของ” หรือ “เงิน” ที่ใส่ไว้ใน ซองสีแดง (ส่วนตัวซองจะเรียกว่า อั่งเปา )

นอกจากนั้นแล้ว ไม่ใช่เฉพาะผู้ใหญ่ หรือเจ้านาย ที่จะให้ “แต๊ะเอีย” หรือ “อั่งเปา” กับเด็ก ๆ หรือลูกน้องได้เท่านั้น แต่ผู้น้อยก็ยังสามารถมอบอั่งเปาให้ผู้อาวุโสกว่าได้เช่นกัน โดยการมอบอั่งเปาให้ผู้อาวุโสกว่า หมายถึง  การอวยพร ให้ผู้ใหญ่มีสุขภาพดี แข็งแรง อายุยืนยาว

อั่งเปา

เทศกาลตรุษจีนไหว้เจ้า ขั้นตอนและของไหว้มีอะไรบ้าง

ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น ว่าตรุษจีนนั้น ตรงกับวันที่ 12 ก.พ.64 นี้ เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามปฎิทินจีน และมีวันสำคัญในช่วงเทศกาล 3 วันด้วยกัน คือ… วันจ่าย วันไหว้ และวันเที่ยว(วันขึ้นปีใหม่จีน) โดยเฉพาะ “วันไหว้” พี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน และคนจีนทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะด้วยวิถีชีวิตที่ทำอาชีพค้าขายเป็นหลัก จึงมีความเชื่อเกี่ยวกับเทพ และการขอพรเรื่องโชคลาภ โดยในวันตรุษจีนของแต่ละปี ชาวจีนจะมีการตั้งโต๊ะไหว้เทพเจ้าแห่งโชคลาภ (ไฉ่ซิงเอี้ย) กันทุกปี ตามความเชื่อที่ว่าองค์เทพไฉ่ซิงเอี้ย จะดลบันดาลให้ทำมาค้าขึ้น ทำธุรกิจได้ราบรื่น เจริญรุ่งเรือง มั่งคั่ง เงินทองไหลมาเทมา เป็นต้น

นอกจากการไหว้เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ยแล้ว ยังมีธรรมเนียมการไหว้สิ่งอื่น ๆ ในวันตรุษจีนด้วย ขึ้นอยู่กับแต่ละครอบครัวว่าสะดวกไหว้แบบไหนบ้าง ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว การไหว้จะไหว้กันทั้งวัน ซึ่งมีช่วงเวลาในการไหว้แตกต่างกันไป

อั่งเปา

อั่งเปา การไหว้เจ้าตรุษจีน มีทั้งหมดกี่รอบ และควรจัดโต๊ะไหว้อย่างไร

1. ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ช่วงเช้ามืด

ริ่มต้นด้วยการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ (ไป๊เล่าเอี๊ย) ในช่วงเช้าเวลาประมาณ 06.00-07.00 น. ของวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นการไหว้ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทพเทวดาผู้คุ้มครองบ้านเรือน ที่มาปกปักดูแลให้เจ้าบ้านอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข หลังจากไหว้เสร็จ รอสักครู่จากนั้นให้เผากระดาษเงินกระดาษทองตามประเพณี แต่เนื่องจากช่วงนี้มีการรณรงค์ไม่ให้เผากระดาษและงดเผาขยะ เพื่อป้องกันฝุ่นพิษ PM2.5 จึงควรงดเผาหรือเผาเล็กน้อยพอเป็นพิธีก็พอ

ของไหว้ : เนื้อสัตว์ต้มสุก(ซาแซ) 3 อย่าง หรือ 5 อย่าง (โหงวแซ) เช่น ไก่ เป็ด หมู ฯลฯ ต่อด้วยผลไม้มงคล 5-7 อย่าง เหล้า น้ำชา และกระดาษเงินกระดาษทอง ใช้ธูปในการไหว้ 5 ดอก

2. ไหว้บรรพบุรุษ ช่วงสาย

การไหว้บรรพบุรุษ (ไป๊เป้บ๊อ) เป็นการไหว้เพื่อระลึกถึงญาติพี่น้องที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีตามคติความเชื่อของชาวจีน การไหว้ครั้งนี้จะไหว้ไม่เกินเที่ยง เวลาประมาณ 10.00-11.00 น. ของวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 หลังจากไหว้แล้วรอจนธูปหมด จากนั้นทุกคนในครอบครัวก็จะนำของไหว้มารับประทานร่วมกันและแจกจ่ายแบ่งปันเพื่อนบ้าน

ของไหว้ : เนื้อสัตว์ต้มสุก 3-5 อย่าง (ซาแซหรือโหงวแซ) เหมือนการไหว้ช่วงเช้า และให้เพิ่มอาหารอื่นๆ ที่บรรพบุรุษชอบหรืออาหารที่มีความหมายมงคล เช่น อาหารจานเส้น อาหารจานปลา อาหารที่มีปลาหมึกแห้ง และเมนูซุปใสหรือแกงจืด เป็นต้น ขนมมงคล เช่น จันอับ ขนมถ้วยฟู ขนมเข่ง ขนมเทียน ซาลาเปา ฯลฯ ผลไม้มงคล และกระดาษเงินกระดาษทอง ใช้ธูปในการไหว้ 3 ดอก

ข้อควรระวัง : คนจีนไม่นำเต้าหู้ขาวมา ไหว้วันตรุษจีน เนื่องจากสีขาวสำหรับชาวจีนเป็นสีแห่งความโศกเศร้า และของไหว้ไม่ควรเป็นอาหารที่มีรสเผ็ด รสขม และผลไม้ที่มีหนาม เพราะจะทำให้ชีวิตมีอุปสรรคขวากหนามไม่ราบรื่น

3. ไหว้ทำทานสัมภเวสี ช่วงบ่าย

การไหว้ทำทานแก่ผีไม่มีญาติหรือสัมภเวสี (ไป๊ฮ้อเฮียตี๋) จะไหว้ตอนบ่ายเวลาประมาณ 14.00-16.00 น. ของวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 พอไหว้เสร็จ รอสักครู่ จากนั้นให้จุดประทัดเพื่อไล่สิ่งชั่วร้ายออกไปให้หมด และเพื่อความเป็นสิริมงคลต้อนรับตรุษจีน

ของไหว้ : อาหารต่างๆ ที่เหลือจากการไหว้รอบเช้าและรอบสาย ข้าวสวย ขนมต่างๆ เช่น ขนมเข่ง ขนมเทียน เผือกเชื่อมน้ำตาล และกระดาษเงินกระดาษทอง ใช้ธูปในการไหว้เพียง 1 ดอกเท่านั้น

4. ไหว้ “ไฉ่ซิงเอี้ย” เทพแห่งโชคลาภ ช่วงดึก

สำหรับใครที่อยากไหว้เสริมดวงและเพิ่มโชคลาภ ต้อนรับความเฮงในวันตรุษจีนปีหนูทองปีนี้ ก็แนะนำให้ไหว้เทพเจ้าแห่งโชคลาภ เป็นการไหว้ครั้งที่ 4 เพิ่มเข้ามา โดยฤกษ์ในการไหว้คือช่วงกลางดึกของคืนวันสิ้นปี ก่อนจะย่างเข้าวัน “ตรุษจีน” ระหว่างเวลา 23.00-01.00 น. (คืนวันที่ 11 กุมภาพันธ์ คาบเกี่ยวไปยังวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564) โดยมีความเชื่อว่าการไหว้เทพไฉ่ซิงเอี้ยจะทำให้เกิดโชคลาภและร่ำรวยตลอดปี

ของไหว้ : รูปภาพหรือรูปปั้นขององค์ไฉ่ซิงเอี้ย, แจกันดอกไม้สด 1 คู่, เทียนแดง 1 คู่, กระถางธูปและธูปสำหรับไหว้, น้ำชา 5 ถ้วย, ขนมอี้(สาคูแดง) 5 ถ้วย หรือข้าวสวย 5 ถ้วย, ขนมจันอับ, น้ำชา 5 ถ้วยเล็ก, ผลไม้มงคล 5 อย่าง เช่น ส้ม แอปเปิ้ลแดง องุ่นแดง กล้วยหอมทอง สับปะรด ฯลฯ, เจไฉ่ 5 อย่าง เช่น ดอกไม้จีน ฟองเต้าหู้ วุ้นเส้น เห็ดหอม เห็ดหูหนู และกระดาษเงินกระดาษทอง

วิธีการไหว้ : จุดธูป 3 ดอก 5 ดอก 9 ดอก หรือ 12 ดอกก็ได้ แล้วกล่าวคำสวดมนต์ไหว้สักการะ ดังนี้ “นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ” (3 จบ)

จากนั้นสวดบทสักการะว่า “โอม ชัมภาลา จาเลนไน เยโซฮา” (สวด 3 จบ 5 จบ 9 จบ หรือ 12 จบก็ได้) จากนั้นให้กล่าวชื่อและนามสกุลของตัวเอง และเรื่องที่จะขอพร จากนั้นนำกระดาษเงินกระดาษทองไปเผาแล้วให้ผู้ใหญ่ในบ้านถือรูปภาพหรือรูปปั้นไฉ่ซิงเอี้ยพร้อมกระถางธูปเข้าบ้าน เป็นการเชิญเทพเข้าบ้าน และของไหว้ก็ห้ามทิ้งเพราะถือเป็นของมงคลให้นำไปแบ่งกันรับประทานในครอบครัว

ทิศในการไหว้ไฉ่ซิงเอี้ยของปี 2564 (ปีฉลู) ให้ตั้งโต๊ะไหว้หันหน้าไปทาง “ทิศตะวันออก” เพราะเชื่อว่าปีนี้เทพจะเสด็จมาในทิศตะวันออก

การกราบไหว้ขอพรจาก ไฉ่ซิงเอี้ย จะทำให้กิจการเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า ประสบความสำเร็จ และนำมาซึ่งโชคลาภเงินทอง นอกจากนี้เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ยยังช่วยดลบันดาลให้ผู้ที่บูชาให้มีลาภลอยเข้ามาในชีวิต ตลอดจนเสริมดวงในด้านความโชคดีต่างๆ ด้วย

เลขที่ดีในการแจกอั่งเปาควรให้เท่าไหร่

เลขที่ดีเลขมงคล ควรให้จำนวนเงินเลขคู่ ตามความเชื่อจีนแล้ว เลขคู่ถือเป็นเลขดีในงานหรือเทศกาลมงคล โดยเชื่อว่า “好事成雙” (Hǎoshì chéng shuāng) หรือ โชคดีมักมาเป็นคู่ (เช่น งานแต่งที่มักใช้คำว่า “囍” ที่มาจากคำว่า 喜 (Xǐ) สองตัวติดกัน) ดังนั้นในวันสำคัญตรุษจีนผู้คนจึงมักใส่จำนวนเงินอั่งเปาเป็นเลขคู่ เลข 6 กับ 8 ก็เป็นเลขที่นิยมเช่นกัน

แต่!! ทุกคนคงรู้กันดีว่าเลข “4” เป็นเลขอัปมงคลสำหรับชาวจีนเลย เพราะออกเสียงคล้ายกับคำว่า “死” (Sǐ) ที่มีความหมายว่า ตาย นอกจากนี้ จำนวนเงิน “3,000” เป็นจำนวนที่ไม่ควรให้เช่นกัน เพราะแม้ว่าจะจำนวนเงินเป็นเลขสี่หลัก แต่เลข 3, 5, 7 เป็นเลขคี่ จึงไม่นิยมให้เงินจำนวน 3000, 5000, 7000 และ 9000 ในวันมงคล และยังมีเลขเด็ดหลังจากการไหว้ตรุษจีนอีกด้วย เพราะจะมีการจุดประทัดหลังการไหว้ เพื่อปัดเป่าสิ่งที่ไม่ได้ให้หมดไป และแถวยังเอาเลขท้ายหางประทัดไปเสี่ยงโชค เสี่ยงดวงกันต่อในวันที่ 16 ก.พ.นี้ได้อีกด้วย ขอให้เฮงๆ รวยๆ ถูกหวยกันทุกคนนะคะ

 

อ่านต่อ>>>เจ้าส้มฉุน

ดูอนิเมะออนไลน์

บทความเพิ่มเติม